‘สาทิตย์’ อภิปรายน้ำท่วมน่าน-หาดใหญ่ ชงยกเครื่อง พ.ร.บ.ปภ. รับมือภัยพิบัติยุคใหม่ ชี้รวมศูนย์ไว้ที่มหาดไทยไม่ตอบโจทย์ เสนอตั้ง Single Command ใต้สำนักนายกฯ

27 สิงหาคม 2569 – ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปรายถึงสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอภูเพียง และอำเภอเมืองน่าน โดยระบุว่า จากการที่ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน พบว่าสถานการณ์ยังคงหนักหนาสาหัสในขั้นตอนของการฟื้นฟูเยียวยา

นายสาทิตย์ กล่าวชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งทีมกู้ภัย เจ้าหน้าที่ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของฟากฝั่งรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สภาฯ ต้องร่วมกันตระหนักคือ รูปแบบของภัยพิบัติในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ได้เป็นเพียงน้ำท่วมซ้ำซากตามฤดูกาลแต่ได้ทวีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และคาดการณ์ได้ยากขึ้น ดังที่เคยปรากฏในเหตุการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือภัยพิบัติระดับโลกในเนปาลและทิเบต ซึ่งกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

นายสาทิตย์ ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อโครงสร้างการบริหารจัดการสาธารณภัยของภาครัฐไทยในปัจจุบัน โดยระบุว่า กฎหมายหลักที่ใช้อยู่คือ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่อำนาจบัญชาการหลักถูกผูกไว้ที่กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

“ความเป็นจริงเวลาเกิดภัยพิบัติ ศูนย์สั่งการอยู่ที่มหาดไทย แต่กำลังพลหลักในการลงพื้นที่อยู่ที่กระทรวงกลาโหม การเฝ้าระวังเตือนภัยอยู่ที่กรมอุตุนิยมวิทยา การบริหารจัดการน้ำอยู่ที่กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี สาธารณูปโภคอยู่ที่กระทรวงคมนาคม โครงสร้างพลังงานอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ขณะที่การเยียวยาฟื้นฟูก็กระจายไปทั้งกระทรวงสาธารณสุข พม. และแรงงาน ทุกอย่างอยู่คนละทิศคนละทางไปหมด” นายสาทิตย์ กล่าว

พร้อมกันนี้ยังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ว่า การสั่งการที่แยกส่วนทำให้ศูนย์บัญชาการระดับจังหวัดไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดปัญหาการประสานงานและการสื่อสารล้มเหลว จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องทบทวนโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติ โดยเสนอให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อยกระดับศูนย์บัญชาการขึ้นไปอยู่ที่ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้บัญชาการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) รวมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ที่ศูนย์กลางเดียวกันตั้งแต่ขั้นตอนการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ไปจนถึงการสั่งการเผชิญเหตุ

นอกจากนี้ นายสาทิตย์ ยังเน้นย้ำถึงโครงสร้างในระดับพื้นที่ว่า การแก้ไขกฎหมายจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้มีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น ที่ดึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชุมชน และมูลนิธิกู้ภัยสาธารณกุศลเข้ามามีบทบาทร่วมตัดสินใจ แทนที่จะให้ภาครัฐเป็นฝ่ายสั่งการเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์เคยผลักดัน เพื่อให้ระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศเท่าทันต่อความเสี่ยงและลดความสูญเสียในอนาคตได้อย่างแท้จริง